ธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดจะมีสัญชาติญาณในการเอาตัวรอด เพื่อดำรงเผ่าพันธุ์ของตนเองให้คงอยู่ต่อไป และมนุษย์เองก็เป็นเช่นนั้น หากคุณเคยรับชมสารคดีเกี่ยวกับสัตว์คงจะเคยได้เห็นเรื่องเหล่านี้กันมาบ้างแล้ว เช่น กวางจะวิ่งหนีทันทีเมื่อมีอะไรเคลื่อนไหว โดยไม่จำเป็นต้องพบกับอันตรายใดเลยก็ตาม มนุษย์เองก็มีการตอบสนองในลักษณะนี้เช่นเดียวกัน เช่น นักเรียนที่แอบกินขนมในห้องเรียน จะรีบกินขนมให้หมดทันทีที่ได้ยินเสียงรองเท้าเสียดสีกับพื้น เพราะคิดว่าน่าจะเป็นครูที่กำลังเดินมานั้นเอง

กลไกสำคัญเหล่านี้มีประโยชน์เพราะทำให้สามารถหลีกเลี่ยงภยันตรายที่จะเกิด แต่ในทางตรงกันข้ามหากมีมากจนเกินไปก็อาจจะนำไปสู่ความวิตกกังวล (Anxiety) และถ้าคุณวิตกกังวลมากจนเกินไปจะส่งผลต่อการดำเนินชีวิตได้ เนื่องจากความวิตกกังวลที่เกินเหตุ จนอาจเกิดเป็นภาวะวิตกกังวล (Anxiety Disorder) ได้

กังวล (Anxiety)
ทำงานหนัก ทำให้กังวลมากจนเกินไป

บางครั้งเราคงเคยเห็นคนกลัวอะไรแปลกๆ เช่น กลัวเงาะ กลัวใบไม้ หรือกลัวตุ๊กตาหมี ซึ่งอาจสร้างความแปลกใจให้คนที่พบเห็น อาการเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด ทั้งนี้เพราะว่า

คนแต่ละคนอาจเคยมีประสบการณ์กับสิ่งที่ทำให้กลัวที่แตกต่างกัน

เช่น เด็กชายที่อยู่ในหมู่บ้านงูจงอาง ไม่ได้รู้สึกกลัวงูเหมือนเด็กส่วนใหญ่
เพราะคุ้นเคยกับงูมาตลอด ดังนั้นความกลัวจะเกิดขึ้นได้ต้องมีปัจจัย 2 อย่างควบคู่กัน

อย่างแรกคือ ตัวกระตุ้นส่วนใหญ่มักจะเป็นวัตถุ
อย่างที่สองคือ ระบบประสาทอัตโนมัติที่ทำงานเร็วเกินไป สังเกตได้จากปฏิกริยาทางร่างกาย เช่น เหงื่อแตก ใจสั่น ความดันโลหิตเพิ่มสูงขึ้น เป็นต้น

เนื่องจากมนุษย์ที่เป็นสิ่งมีชีวิตชั้นสูง มีพัฒนาการทางสมองมากกว่าสัตว์ชนิดอื่นๆ โดยเฉพาะความสามารถในการคิดล่วงหน้า หรือจินตนาการได้เอง ทำให้มนุษย์ไม่ได้กลัวเฉพาะวัตถุที่อยู่ตรงหน้า แต่สามารถกลัวไปถึงอนาคตที่ไม่แน่นอน และมีการคาดการณ์ล่วงหน้าอย่างไร้เหตุผล นั่นคือมนุษย์มีสิ่งที่มากกว่าความกลัว หรือที่เราเรียกว่า “ความวิตกกังวล (Anxiety)” นั่นเอง เราจึงมักจะเห็นคนเก่งมักมีความกังวลหรือคิดมากกว่าคนปกติทั่วไป

วิตกกังวล
การเล่นอินเตอร์เน็ตเยอะ ก็เป็นส่วนที่ทำให้เกิดอาการวิตกกังวลเช่นเดียวกัน

จากคำอธิบายของนิตยสาร Medical News Today โรควิตกกังวลสามารถวัดได้จากการแสดงปฏิกิริยาในระดับที่มากเกินกว่าสิ่งที่คนทั่วไปมักแสดงออกมา แต่โรควิตกกังวลนั้นมีหลายชนิดด้วยกัน ต่อไปนี้คือโรควิตกกังวลชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด

1. โรควิตกกังวลทั่วไป (Generalised Anxiety Disorder)
โรควิตกกังวลชนิดนี้มักเรียกกันว่าโรค GAD ซึ่งเป็นอาการผิดปกติเรื้อรังที่ผู้ป่วยจะมีอาการวิตกกังวลอยู่นานโดยไม่มีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์อะไรเป็นพิเศษ ผู้ป่วยโรค GAD มักจะรู้สึกกังวลเกี่ยวกับสุขภาพ การเงิน การงาน ฯลฯ แต่มักจะไม่สามารถหาเหตุผลได้แน่ชัดว่าอะไรทำให้พวกเขากังวลใจ และมักจะไม่สามารถระงับความกังวลเหล่านั้นได้

2. โรคแพนิคหรือโรคตื่นตระหนก (Panic Disorder)
โรคนี้ต่างจากโรค GAD ซึ่งมีความรู้สึกวิตกกังวลอยู่เป็นเวลานาน แต่โรคแพนิกเป็นโรคที่แสดงอาการตกใจและหวาดกลัวที่เกิดขึ้นในเวลาสั้นๆ และ/หรือโดยฉับพลัน ซึ่งอาจก่อให้เกิดอาการทางร่างกาย เช่น ตัวสั่น มีอาการสับสน หายใจติดขัด รู้สึกเวียนศีรษะ และคลื่นไส้ อาการเหล่านี้อาจจะเกิดขึ้นเป็นครั้งคราวอย่างไม่มีต้นสายปลายเหตุ หรืออาจเกิดขึ้นหลังจากที่ต้องเผชิญกับความหวาดกลัวหรือความเครียดเป็นเวลานาน

3. โรคกลัวสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยเฉพาะ (Specific Phobias)
โรคกลัวสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยเฉพาะเป็นอาการผิดปกติที่แตกต่างจากสองโรคแรกที่กล่าวมาข้างต้นตรงที่เป็นการแสดงอาการกลัวที่มีสาเหตุชัดเจน โรคกลัวที่พบบ่อยได้แก่ กลัวแมงมุม กลัวงู และกลัวความสูง ผู้ป่วยส่วนใหญ่นั้นทราบดีว่าความกลัวนี้เป็นความกลัวที่ไม่มีเหตุผลแต่พวกเขาก็ไม่สามารถควบคุมอาการวิตกกังวลที่เกิดจากความกลัวนั้นได้

4. โรคเครียดจากเหตุการณ์ร้ายแรง (Post-Traumatic Stress Disorder)
โรคเครียดจากเหตุการณ์ร้ายแรงหรือ PTSD เป็นโรคที่เกิดจากความรู้สึกเจ็บปวดเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งในอดีตโดยเฉพาะ เช่น การสู้รบในสงคราม การถูกกระทำชำเรา ถูกล่วงละเมิดทางร่างการหรือจิตใจ อุบัติเหตุร้ายแรง หรือเหตุการณ์ตึงเครียดที่เกิดขึ้นในชีวิต คนที่มีอาการของโรค PTSD มักจะหวนคิดถึงและแวบเห็นภาพเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นและก่อให้เกิดความวิตกกังวลขึ้นมาใหม่ราวกับว่าเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นอีกครั้ง ซึ่งทำให้ผู้ป่วยรู้สึกทรมานใจอย่างมากที่จะใช้ชีวิตอยู่กับความเจ็บปวดในจิตใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า

5. โรคหวาดกลัวการเข้าสังคม (Social Phobia)
โรคหวาดกลัวการเข้าสังคม หรือโรควิตกกังวลเมื่อต้องเข้าสังคม (Social Phobia, or Social Anxiety) เป็นโรควิตกกังวลที่เกิดจากความหวาดกลัวว่าจะถูกประเมินในแง่ลบจากผู้อื่น หรือความกลัวว่าตนเองจะทำอะไรที่น่าอายต่อหน้าผู้อื่น ผู้ป่วยโรคนี้มักจะพยายามหลีกเลี่ยงการเข้าสังคมและมีความกลัวถึงขั้นส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตในประจำวัน

6. โรคย้ำคิดย้ำทำ (Obsessive-Compulsive Disorder)
โรคย้ำคิดย้ำทำหรือ OCD ผู้ป่วยจะมีความคิดหรือการกระทำที่ซ้ำๆ เกี่ยวกับเรื่องร้ายๆ ที่ทำให้รู้สึกวิตกกังวลและตึงเครียด คนที่เป็นโรค OCD จะแสดงอาการเช่น ตรวจดูกลอนประตูหน้าต่างหรือดูว่าตนเองปิดสวิตช์ไฟหรือยังซ้ำแล้วซ้ำอีก พวกเขาจะวุ่นวายอยู่กับการล้างมือซ้ำๆ จนทำให้ผิวแห้งและหยาบกร้านไปหมด คนที่เป็นโรคนี้ส่วนมากจะรู้ว่าพฤติกรรมของพวกเขานั้นไม่มีเหตุผลแต่ก็ยังรู้สึกว่าจำเป็นต้องทำ มิเช่นนั้นก็อาจเกิดความวิตกกังวลในระดับที่รุนแรงจนทนไม่ได้

7. โรควิตกกังวลจากการใช้สารเสพติด (Substance-Related Anxiety Symptoms)
โรควิตกกังวลนี้เกิดจากการใช้สารเสพติดชนิดต่างๆ โดยอาจมีลักษณะอาการเหมือนกับโรควิตกกังวลชนิดใดชนิดหนึ่งที่กล่าวมาแล้วข้างต้น แต่เป็นอาการที่มีสาเหตุชัดเจนว่าเกิดจากการเสพหรือการเลิกใช้สารเสพติด สารเสพติดที่พบว่าเป็นสาเหตุของโรควิตกกังวลมากที่สุดได้แก่ แอลกอฮอล์หรือสุรา แอมเฟตามีนหรือยาบ้า คาเฟอีน กัญชา โคเคน สารเสพติดประเภทสูดดม สารเสพติดที่ออกฤทธิ์ทางประสาท เช่น เฟนไซคลิดีน (PCP) เป็นต้น

จากทั้งหมด 7 โรคที่กล่าวมาเบื้องต้นนี้ ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่นอนของโรควิตกกังวล แต่สามารถสรุปได้ว่าอาจเกิดจาก 2 ปัจจัยหลักคือ

ปัจจัยแรก ได้แก่ กรรมพันธุ์ เช่น ถ้าพ่อหรือแม่เป็นโรควิตกกังวล โอกาสที่ลูกจะเป็นโรคนี้สูง ขึ้น หรือลักษณะพื้นอารมณ์แบบไม่แสดงออก (Behavioral Inhibition)
ในปัจจัยที่ 2 ได้แก่ สิ่งแวดล้อม เช่น เด็กเลียนแบบพฤติกรรมหลีกเลี่ยงอุปสรรค (Harm Avoidance) จากพ่อแม่ ทำให้เด็กกลัวการเข้าสังคม

โดยสรุปแล้วการวินิจฉัยว่าโรควิตกกังวลมีสาเหตุจากด้านใดนั้น ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่

โรควิตกกังวลเป็นโรคทางจิตเวชที่พบบ่อยและเริ่มมีอาการในวัยเด็ก โดยที่พ่อแม่ของเด็กและวัยรุ่นที่เป็นโรควิตกกังวลมักบอกว่า ผู้ป่วยมีอาการหรือพฤติกรรม ดังต่อไปนี้

  1. หลีกเลี่ยงกิจกรรมทางวิชาการหรือทางสังคม
  2. มีอาการทางกาย (ปวดหัว ปวดท้อง)
  3. มีปัญหาด้านการนอนหลับ
  4. ต้องการการรับรองอย่างมาก (มักเกี่ยวกับความกลัวในสิ่งร้ายๆ ที่อาจเกิดขึ้น)
  5. ผลการเรียนไม่ดี
  6. มีพฤติกรรมก้าวร้าว
  7. มีปัญหาด้านการกิน (กินน้อยหรือกินมากจนเกินไป)

การรักษาโรควิตกกังวล (Anxiety Treatment)
โรควิตกกังวลนั้นเป็นโรคที่พบได้บ่อยในหลายประเทศทั่วโลก โดยมีประชากรวัยทำงานประมาณ 28% ที่ป่วยเป็นโรคนี้หรือกำลังรักษาตัวให้หายจากอาการวิตกกังวลชนิดใดชนิดหนึ่งดังที่กล่าวมาข้างต้น ประเด็นสำคัญก็คือผู้ป่วยหลายรายที่มีอาการวิตกกังวลไม่เข้าใจหรือไม่เชื่อว่าพวกเขากำลังป่วยเป็นโรคจริงๆ และหากไม่ได้รับการรักษา อาการก็จะไม่ดีขึ้น

ทั่วไปแล้วโรควิตกกังวลนี้สามารถรักษาให้หายได้ วิธีการรักษาโรควิตกกังวลที่ประสบผลสำเร็จมากที่สุดคือการรักษาด้วยการบำบัดแบบปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม (Cognitive Behavior Therapy หรือ CBT) ซึ่งเป็นวิธีที่ได้ผลและนิยมใช้มากที่สุดในสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร การรักษาโรควิตกกังวลโดยใช้ CBT นี้จะไม่มีการใช้ยาเพื่อรักษาอาการผิดปกติที่เกิดขึ้น เนื่องจากยาส่วนใหญ่ที่ใช้ในการรักษาโรควิตกกังวลต่างๆ (Ativan, Valium, Xanax, Clonazapam) นั้นมักจะทำให้เกิดการติดยาและมีการดื้อยาอย่างรวดเร็ว และอาการวิตกกังวลก็จะกลับมาอีก ด้วยเหตุนี้ หากเป็นไปได้คลินิกส่วนใหญ่จะหลีกเลี่ยงการใช้ยาในการรักษาโรคนี้ ดังนั้นจึงมีการใช้ CBT บำบัดแทนการใช้ยา เพื่อเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างกระบวนการรับรู้กับอาการวิตกกังวลเข้ากับพฤติกรรม  ซึ่งช่วยให้ผู้ป่วยสามารถระบุ และรู้จักที่จะแก้ไขและปรับเปลี่ยนความคิดและการการกระทำที่ก่อให้เกิดความวิตกกังวลนั้นได้