การศึกษาในต่างประเทศได้มีการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างเด็กจำนวน 450 คนต่อเนื่องกันกว่า 40 ปี พบว่าไอคิวมีความสัมพันธ์เพียงเล็กน้อยกับความสำเร็จในการทำงาน แต่ปัจจัยที่สามารถทำนายถึงความสำเร็จของชีวิตกลับเป็นความสามารถในวัยเด็กที่ไม่เกี่ยวข้องกับไอคิว (IQ) เช่น ความสามารถในการจัดการกับความผิดหวัง การควบคุมอารมณ์และการเข้ากับบุคคลอื่นได้ดี หรือที่เรียกว่าอีคิว (EQ) นั่นเอง นอกจากนี้ยังมีผลการศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างที่จบปริญญาเอกทางวิทยาศาสตร์ 80 คน ตั้งแต่ตอนที่ยังศึกษาอยู่จนถึงบั้นปลายชีวิตในวัย 70 ปี พบว่าความสามารถทางด้านอารมณ์และสังคม มีส่วนทำให้ประสบผลสำเร็จในวิชาชีพและมีชื่อเสียงมากกว่าความสามารถทางเชาวน์ปัญญาหรือไอคิวถึง 4 เท่าตัวเลยทีเดียว

การเล่านิทานเป็นสิ่งหนึ่งที่สามารถพัฒนาทั้งไอคิว และอีคิว โดยการเล่านิทานนั้นเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้เล่ากับเด็ก สร้างความมั่นใจ สร้างความเชื่อมั่นให้เด็กกล้าคิด กล้าแสดงความคิดเห็น และมีสมาธิ ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบของไอคิวหรือความฉลาดทางปัญญา ในนิทานยังเป็นการขยายเรื่องที่เป็นนามธรรมให้เป็นรูปธรรม ช่วยสร้างความฉลาดทางอารมณ์หรืออีคิวให้เด็กอยู่ในสังคมได้อีกด้วย

อ่านนิทานให้ลูกฟัง
อ่านนิทานให้ลูกฟัง

นพ.ปราชญ์ ได้กล่าวว่านิทานในเด็กเล็กควรที่จะทำเป็นหนังสือ เพื่อเสริมการสัมผัสที่มีภาพประกอบคล้ายของจริง เช่น ภาพสัตว์ ผลไม้ หรือสิ่งของต่างๆ เป็นหนังสือจะส่งผลดีต่อพัฒนาการของเด็กมาก สำหรับเรื่องเล่าเด็กจะมองที่ปากคนเล่าและเด็กจะขยับปากตามทำให้มีส่วนกระตุ้นพัฒนาทางภาษา เมื่อเด็กเริ่มได้จับรูปภาพ จะกระตุ้นพัฒนากล้ามเนื้อ กระตุ้นการมองสี แยกแยะสีต่างๆ ได้ดีขึ้น สำหรับครอบครัวของคนไทยพบว่ามีแนวโน้มการเล่านิทานลดลงอย่างน่าห่วง เนื่องจากพ่อแม่มีเวลาเล่านิทานให้ลูกฟังทุกวันไม่ถึง 50% เพราะต้องทำงานนอกบ้าน

การเล่านิทานจะช่ายเสริมพัฒนาการที่ดีของลูกน้อย ประโยชน์ของการเล่านิทาน มีพ่อแม่หลายท่านบอกว่าทำให้ลูกมีสมาธิดี รองลงมาคือสร้างความผูกพันพ่อแม่ลูก ทำให้เด็กมีจินตนาการเกิดความคิดสร้างสรรค์ และเด็กได้คติเตือนใจ เห็นมั้ยว่าการเล่านิทานให้เด็กตั้งแต่อยู่ในครรภ์มีประโยชน์มากมายให้แก่ลูกน้อย ซึ่งในบางครั้งเราอาจจะเห็นว่าลูกของเรายังไม่รู้เรื่อง แต่พวกเขาซึมซับเรื่องราวต่างๆ อยู่ตลอดเวลา

อ่านนิทานให้ลูกฟัง
อ่านนิทานให้เด็กทารกฟัง

ประโยชน์ของการเล่านิทานให้ลูกฟัง

ผลการวิจัยระบุว่า เด็กในวัย 3-4 ขวบ เป็นช่วงที่อยากให้คุณพ่อคุณแม่เล่านิทานให้ฟังก่อนนอน นายริชาร์ด วูฟสัน นักจิตวิทยาเด็ก ผู้ทำการศึกษาให้กับ Disneys /Pixar World of Cars กล่าวว่า มากกว่าครึ่งของเด็กๆ ในวัย 3-8 ขวบ บอกว่าช่วงเวลาที่คุณพ่อคุณแม่่อ่านนิทานให้ฟังนั้นเป็นช่วงเวลาที่พวกเขาชอบมากที่สุดจากผลการสำรวจเด็กๆในอังกฤษที่มีอายุระหว่าง 3-8 ปีจำนวน 500 คน แสดงให้เห็นว่า การฟังนิทานเป็นกิจกรรมยามว่างที่โปรดปรานของเด็ก แซงหน้ากิจกรรมบันเทิงอื่น ไม่ว่าจะเป็นการชมโทรทัศน์ หรือเล่นวิดีโอเกม ยิ่งกว่านั้น 82 % ของอาสาสมัครยังบอกว่าการฟังนิทานก่อนนอนทำให้พวกเขาหลับสนิท ขณะที่นักวิจัยบอกว่า นักเล่านิทานที่ดีที่สุดสำหรับเด็กๆ คือ “คุณแม่” โดยเฉพาะคุณแม่ที่่ใช้เสียงตลก เสียงที่แตกต่างในการเล่าเรื่อง รวมทั้งการใช้เสียงประหลาดเพื่อเป็นเอ็ฟเฟ็กซ์ประกอบการดำเนินเรื่อง

แต่สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่อาจจะไม่มีเวลามากพอที่จะเล่านิทานให้ลูกฟังได้ นักวิจัยก็พบว่าเด็กๆ มากกว่า 30% ยินดีที่จะฟังนิทานจากเหล่าคนดังที่พวกเขาชื่นชอบแทนก็ได้ เช่น แดเนียล แร็ฟคลิฟฟ์ พ่อมดน้อยแฮร์รี่ พอตเตอร์ มิเล่ ไซรัฟ หรือเอ็มม่า วัตสัน ผู้รับบทเฮอร์ไมโอนี่ อย่างไรก็ตาม นักจิตวิทยาเด็ก วูลฟสัน บอกว่า แม้จะเป็นเรื่องยากสำหรับคุณพ่อคุณแม่บางคู่ที่อาจไม่มีเวลาเล่านิทานให้ลูกๆฟัง แต่นี่ถือเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่ครอบครัวจะได้สร้างสายใยความสัมพันธ์ให้แข็งแกร่ง และที่สำคัญยังเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญต่อพัฒนาการของลูก แพทย์เผยการเล่านิทานให้ลูกฟังตั้งแต่อายุน้อยๆ จะช่วยกระตุ้นไอคิว-อีคิวของเด็กเล็กได้และนำไปสู่การประสบความสำเร็จในชีวิตการงานและสังคม ส่งผลให้เด็กมีความสามารถในการจัดการกับความผิดหวัง การควบคุมอารมณ์และการเข้ากับบุคคลอื่นๆ ได้ดี ซึ่งจะนำไปสู่ความสำเร็จของลูกของคุณนั้นเอง

เครดิต: สำนักพิมพ์อมรินทร์