ลูกจะสามารถควบคุมตัวเองได้นั้นพ่อแม่ต้องฝึกให้ลูกเป็นคนที่คิดเป็น และทำสิ่งต่างๆ ได้อย่างมีวินัย เด็กในช่วงวัยระหว่าง 6 เดือน ถึง 3 ปี เริ่มมีพัฒนาการหลายอย่างที่ดูจะเอาแต่ใจตัวเองที่จะส่งผลถึงอนาคต ส่วนมากพ่อแม่บอกให้ลูกไปทางซ้ายพวกเขาจะไปทางขวา เมื่อบอกให้หยุดก็จะยิ่งทำ เดี๋ยวก็ปาข้าวของ เล่นเลอะเทอะ หรือพอพูดกันไม่รู้เรื่องก็กรี๊ดลั่น ซึ่งหลายครั้งพ่อแม่ผู้ปกครองจะคิดว่าเด็กทำไปเพราะไม่รู้เรื่อง แท้ที่จริงแล้วเราสามารถฝึกให้ลูกน้อยใช้สมองส่วนบริหารขั้นสูงเรียนรู้วิธีควบคุมตัวเองได้อย่างคาดไม่ถึงเลยทีเดียว 

ธรรมชาติลูกวัยเตาะแตะยั้งตัวเองไม่เป็น แต่พ่อแม่สามารถฝึกสมองเรียนรู้ และจัดการตัวเองได้

ดร.วสุนันท์ ชุ่มเชื้อ อาจารย์ประจำและผู้เชี่ยวชาญการส่งเสริมการพัฒนาสมองและกระบวนการรู้คิดในเด็ก สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ได้กล่าวไว้ว่า “พัฒนาการของเด็กวัย 6 เดือนถึง 3 ปีที่พ่อแม่ผู้ปกครองอาจจะคิดว่าเด็กยังไม่รู้เรื่อง พูดหรือบอกเขาก็ไม่ฟัง และอาจจะปล่อยให้ลูกทำไป หรือถ้าพูดไม่ฟังมากๆ ก็อาจมีการดุ หรือตีกันบ้าง แต่จริงๆ แล้วสามารถใช้การฝึกสมองส่วนบริหารขั้นสูงมาช่วยให้ลูกน้อยจัดการตัวเองได้ครับ”

ถ้ายิ่งบอกว่า “อย่าวิ่ง” “อย่ากรี๊ด” เด็กก็จะยิ่งทำ เพราะธรรมชาติของเด็กเล็กวัยนี้จะได้ยินคำสุดท้าย และสิ่งสำคัญคือ เขาไม่รู้ว่าเขาจะควบคุมตัวเองอย่างไร สิ่งที่ผู้ปกครองควรทำก็คือบอกให้รู้วิธีการหยุดด้วยตัวเอง ลูกจะจดจำ (Working Memory) ยับยั้งตัวเองมีความคิดยืดหยุ่น จะเกิดการตัดสินใจใหม่ และเกิดการเรียนรู้ว่าครั้งต่อไปจะทำอย่างไร ถ้าได้ยินคำนี้และท่าทางแบบนี้ 

1. พอเดินได้ก็เดินเร็ว หรือพอวิ่งได้ก็วิ่งไม่หยุดพาพ่อแม่ปวดหัว

วิธีฝึก ให้คุณพ่อคุณแม่พูดว่า “หยุดนะลูก” “ไม่วิ่งเร็วนะ” และทำมือท่าหยุดไปด้วย ลูกจะหยุดทำท่าตามเรา พ่อแม่สามารถสอนด้วยเหตุผลว่าถ้าหากวิ่งเร็วๆ “ลูกจะชนแรงนะ” “เดี่ยวหัวจะแตกนะ” เพื่อให้ลูกได้รับรู้ถึงความเสี่ยงที่อาจจะเกิดในอนาคต ซึ่งถึงแม้ลูกจะไม่เชื่อก็ตาม แต่ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนั้นขึ้นมาลูกน้อยของคุณก็จะเริ่มเชื่อแล้วว่าสิ่งที่คุณเตือนนั้นเป็นความจริง

สอนลูกเดิน
พ่อแม่ควรช่วยลูกเดิน และดูแลอย่างใกล้ขิด

2. เห็นข้าวของอยากทดลองปา ทดลองขว้าง

วิธีฝึก ให้จับมือลูกโดยไม่ต้องจับแน่น เพราะถ้าเราจับแน่นเขาก็จะขืนกลับมา และค่อยๆ บอกเขา “วางลงลูกไม่ปาข้าวของนะเดี่ยวคนอื่นจะไม่รักนะจ๊ะ” และมีปฏิกิริยาห้ามปรามไปด้วย เมื่อลูกน้อยของคุณร้องไห้อย่างรุนแรงคุณต้องใจแข็งไว้หน่อยนะคะ ต้องทิ้งช่วงไว้ระยะหนึ่งแล้วค่อยโอ๋ครับ

เด็กโมโห
เมื่อลูกไม่พอใจมักจะปาข้าวของ ลองเปลี่ยนความสนใจแล้วค่อยปลอบลูกของท่าน

3. ไม่ได้ดั่งใจก็ร้องกรี๊ด

วิธีฝึก ให้เข้าไปกอดลูก และพูดกับเขาว่า “ลูกโกรธจนอยากร้อง แม่รู้ แต่ถ้าลูกร้องจะเหนื่อยมากเลยนะ เรามาเล่นกันดีกว่ามั้ย” การเบี่ยงเบนความสนใจเป็นเรื่องที่ดี โดยการเบี่ยงเบนความสนใจนั้นคุณจะต้องชี้ไปในเรื่องที่ลูกคุณสนใจจริงๆ นะครับ เช่น เล่นกีฬา ดูทีวี เล่นของเล่น เล่านิทาน ฯลฯ โดยการพาไปทำสิ่งเหล่านี้ต้องทำเหมือนกับว่าเป็นรางวัลที่ลูกน้อยของคุณไม่ร้องไห้โวยวาย

เด็กร้องไห้
เด็กมักจะร้องไห้ตอนที่ไม่พอใจ และถ้าเราไม่เปลี่ยนความสนใจ เด็กจะยิ่งร้องไห้รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

สมองของลูกก็เรียนรู้ “ความรับผิดชอบ” ได้

ด้วยความอยากรู้อยากเห็น อยากทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเองของเด็กวัยนี้ เราสามารถตั้งเป้าหมาย ให้สมองฝึกฝนเรื่องของความรับผิดชอบ และมีระเบียบวินัยได้ ซึ่งถ้าไปฝึกตอนโตจะยิ่งฝึกยาก แต้ถ้าสามารถฝึกได้ตั้งแต่เล็กๆ จะเป็นเรื่องง่ายเมื่อเขาโตขึ้น เพราะสมองจดจำเรื่องนี้ไว้แล้ว ดังคำพูดที่ว่า “ไม้อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดยาก” โดยคุณสามารถทำให้ลูกของคุณรู้คิด หรือจะเรียกว่าเป็นการ “คิดเหมาะสม” ทั้งกับตัวเองและผู้อื่น คือความสามารถในการบริหารจัดการสถานการณ์ต่างๆ ให้สามารถดำเนินชีวิตในสังคมได้อย่างดี สมองส่วนบริหารขั้นสูงจึงเป็นทักษะที่เกิดจากการเลี้ยงดู เป็นทักษะที่ทำให้คนประสบความสำเร็จที่สามารถสร้างได้ หากคุณฝึกตั้งแต่เล็กๆ แล้วสมองจะฝึกฝนความรับผิดชอบ และระเบียบวินัยได้อย่างไรกัน

1. เล่นก็รับผิดชอบได้  

คุณจะซื้อของเล่นให้ลูกของคุณเยอะๆ ก็ได้ แต่ในเวลาที่เล่นของเล่นนั้นคุณจะต้องไม่ขนของเล่นมากองให้เลือก แต่ให้ลูกน้อยจัดการเองอย่างรับผิดชอบ

ฝึกลูกทำอย่างนี้ :  ให้ลูกเลือกเล่นได้ 2 อย่างพอ และเล่นทีละอย่าง จะเล่นอย่างที่สองได้ ต้องเก็บอย่างแรกก่อน ถ้าเก็บไม่ดี เขาจะไม่ได้เล่นอย่างที่สอง สมองจะจดจำว่า เล่นแล้วต้องเก็บ ต้องถนอม ถึงจะเล่นต่อได้  และควรกำหนดเวลาเล่น

“ถ้าเขาเลือกมาและลองเล่นจนเบื่อแล้วผู้ปกครองก็ต้องใจแข็งไม่ให้เปลี่ยนของเล่นทันที เพราะเขาเป็นคนเลือกเอง เป็นความรับผิดชอบของพวกเขา ก่อนหมดเวลาเล่นควรบอกให้ลูกรู้ว่าจะเป็นเวลาทำอะไร ลูกจะได้รู้ว่าเขาจะต้องทำอะไร เช่น ถึงเวลากินข้าวแล้ว หรือเสร็จแล้วเป็นเวลาช่วยแม่เก็บผ้าเป็นเวลาช่วยพ่อรดน้ำต้นไม้ เหล่านี้เป็นการฝึกสมองส่วนบริหารขั้นสูงเรื่องวินัย”

2. ตัวเล็กก็รับผิดชอบงานเล็กๆ

การจะทำให้ลูกน้อยของคุณเข้าว่าความรับผิดชอบคืออะไร ก็ต้องมอบหมายงานเล็กๆ น้อยๆ ให้เขาได้ลองทำดูก่อน แล้วจึงค่อยมอบหมายงานใหญ่ให้

ฝึกลูกทำอย่างนี้ :  เขาต้องกรอกน้ำวันละ 1 ขวด คอยดูว่าน้ำพร่องไปก็กรอกนะ ถ้าเขาไม่ทำ ก็เตือนลูกได้ว่า ‘อ้าว น้ำในขวดไม่มีแล้วเป็นความรับผิดชอบของใครเอ่ย’

ลูกจะเรียนรู้ เข้าใจ และจดจำสิ่งต่างๆ เหล่านี้ แน่นอนว่าตอนเริ่มต้นจะต้องรินน้ำหก ล้นอย่างแน่นอน ดังนั้นควรเริ่มจากปากขวดใหญ่ๆ และขวดที่ไม่หนักมากก่อน จะช่วยให้เขาทำให้สำเร็จได้โดยง่าย การช่วยงานเล็กๆ น้อยๆ ทำให้สมองเกิดกระบวนการ ต้องวางแผน ต้องใช้สมาธิ อีกทั้งยังต้องปรับเปลี่ยนวิธีอย่างไรให้น้ำไม่หกลงขวด ถ้าน้ำหกก็ต้องเช็ด จนเกิดการเรียนรู้ที่จะทำให้ดีขึ้นในครั้งต่อไป

3. ตัวเล็กก็หัดช่วยเหลือแบบเล็กๆ  

เด็กๆ เมื่อเห็นเราถือของมามักจะอยากช่วยถือ แล้วคุณจะให้เขาช่วยหรือไม่หละ?

ฝึกลูกทำอย่างนี้ :  คุณก็ต้องให้ช่วย แม้จะเห็นว่าเขาลากของก็ต้องยอมให้ช่วยนะครับ คุณจะได้บอกลูกได้ว่า นี่หนักใช่มั้ย เขาจะได้เรียนรู้ความ ‘หนัก’ ว่าเป็นอย่างไร จากนั้นค่อยๆ เอาของออกแล้วลูกรู้ได้ว่า ‘เบา’ เป็นอย่างไร และหนักแค่ไหนที่เขาจะถือได้ เขาจะจดจำไว้ครั้งต่อไป ทำให้สมองเขาจะคิดวางแผนการ และสามารถจัดการว่าจะไม่ถือถุงแบบไหน จะต้องถือถุงหนักแค่ไหน และพอเขาช่วยคุณก็ต้องแสดงความขอบคุณต่อเขา ทำให้เด็กรู้จักว่ามีน้ำใจเป็นอย่างนี้ เหล่านี้เป็นกระบวนการในสมองส่วนบริหารขั้นสูงทำให้เกิดการเรียนรู้นั้นเอง

การบอกเด็กว่า ‘ลูกต้องมีความรับผิดชอบ ต้องมีวินัย’ วิธีนี้มักจะไม่ได้ผล ถ้าเราไม่ให้สมองลูกได้เกิดกระบวนการเรียนรู้ว่า เขาต้องรับผิดชอบอะไรบ้าง มีวินัยเรื่องในไหน ดังนั้นการให้ลูกของคุณเห็นวิธีการในการรับผิดชอบในสิ่งต่างๆ เรียนรู้ในสิ่งแวดล้อมโดยมีเหตุผลกำกับแล้วลูกจะเห็นภาพ และสามารถนำเอาไปปฏิบัติอย่างเข้าใจ