มีความเชื่อหนึ่งที่ว่า การปล่อยให้ ลูกร้องไห้นาน เป็นการบริหารปอด ความเชื่อนี้อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสมองของลูกน้อย เพราะเมื่อลูกถูกปล่อยให้ร้องไห้เป็นเวลานาน สมองของลูกน้อยจะหลั่งฮอร์โมนความเครียดคอร์ติโซล (cortisol) ทำให้เกิดอันตรายต่อสมอง ทำลายพัฒนาการได้

ลูกร้องไห้นาน ทำลายสมองจริงหรือ?

จากการวิจัยของ ดร.เพเนลอป ลีช ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับพัฒนาการของเด็กแรกเกิด – 5 ขวบ พบว่า การปล่อยเด็กให้ร้องไห้นานๆ เกินไป ส่งผลต่อพัฒนาการทางสมองของเด็ก ซึ่งโดยปกติแล้ว เด็กจะร้องไห้ไม่เกิน 15 นาที คุณพ่อ คุณแม่จึงไม่ควรปล่อยให้ลูกน้อยร้องไห้เกิน 20 นาที เพราะจะทำให้ร่างกายผลิต คอร์ติโซล ออกมามากกขึ้น ส่งผลต่อความสามารถในการเรียนรู้ และความทรงจำ รวมถึงขัดขวางกระบวนการสร้างเซลล์ประสาทใหม่ๆ ด้วย

ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการปล่อยให้ลูกน้อยร้องไห้นานๆ ขาดการอุ้ม หรือปลอบโยนจากคุณพ่อ คุณแม่ เด็กน้อยจะรู้สึกเหนื่อย และหลับไปเองในที่สุด อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดความเครียด เพราะสารเคมีที่หลั่งออกมา มีผลต่อจิตใจ และพัฒนาการการเรียนรู้ของลูกได้ สมองของเด็กทารกแรกเกิดไปจนถึงเด็กเล็ก มีหน้าที่ในการพัฒนาการเรียนรู้ เป็นสิ่งกำหนดอารมณ์ความรู้สึกของลูกน้อย ซึ่งขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดูของคุณพ่อ คุณแม่ ลองสังเกตสีหน้าของลูกตอนร้องไห้ จะเห็นถึงความแตกต่างทางอารมณ์ ซึ่งลูกน้อยจะบอกความต้องการของตัวเองผ่านการร้องไห้ เช่น ไม่สบายตัว เกิดควา

ปล่อยให้ลูกหยุดร้องไห้เองดีจริงหรือไม่?

การปล่อยให้ลูกอยู่กับความรู้สึกแบบนี้ อาจทำให้ลูกเกิดความก้าวร้าว เพราะจะต้องต่อสู้กับอารมณ์ของตัวเอง ไม่มีใครให้กำลังใจ อยู่กับความรู้สึกว้าเหว่ จะทำให้เกิดอารมณ์โมโหร้ายได้คุณพ่อ คุณแม่ต้องคอยดูสถานการณ์ และช่วยให้ลูกน้อยหยุดร้องไห้ เช่น การให้กำลังใจ หรือปลอบโยน

เพราะเด็กแต่ละคนมีนิสัยแตกต่างกัน เมื่อลูกน้อยได้รับความใกล้ชิดจากคุณพ่อ คุณแม่ ลูกน้อยจะเชื่อฟัง ไม่ก้าวร้าว และมีเหตุผล แต่คุณพ่อ คุณแม่ก็ไม่ควรใจอ่อน ปลอบโยนลูกน้อยไปทุกๆ เรื่อง คอยดูสถานการณ์ก่อนเข้าไปปลอบโยน เพราะบางครั้งลูกน้อยอาจหยุดร้องไห้ด้วยตัวเองได้ โดยไม่ต้องได้รับการปลอบโยน

เรียนรู้การร้องไห้ของลูกน้อย

“ไม่มีเด็กทารกคนไหนไม่ร้องไห้” คุณพ่อ คุณแม่คงทราบกันดี การร้องมักจะเพิ่มมากขึ้นในช่วง 6-8 สัปดาห์แรก และค่อยๆ ลดลงเมื่ออายุได้ 3-4 เดือน โดยลดลงเพียงวันละประมาณ 1 ชั่วโมง

เด็กทารกที่ร้องไห้นานเป็นชั่วโมง หรือหลายชั่วโมง โดยที่ปลอบอย่างไรก็ไม่หยุด ถ้าร้องไห้นานเกินกว่า 3 ชั่วโมงต่อวัน หรือมากกว่า 3 วันต่อสัปดาห์ โดยต่อเนื่องนานกว่า 3 สัปดาห์ จะเข้าข่ายการร้องไห้แบบโคลิค คือมีอาการปวดท้องจากการที่ลำไส้บีบตัว แต่ยังไม่มีการยืนยันว่ามาจากการปวดท้องเท่านั้น

การร้องโคลิคมี 2 แบบคือ

1.ร้องไห้ช่วงเย็นหรือหัวค่ำ ประมาณ 5 โมงเย็น – 2 ทุ่ม โดยก่อนเวลา 5 โมงเย็น ลูกจะดูปกติดีทุกอย่าง

2.ร้องไห้ทุกช่วงเวลา เพราะกระวนกระวาย ถูกเร้าจากสิ่งต่างๆ ได้ง่าย ต้องอยู่ในที่สงบๆ ไม่ชอบคนเยอะๆ

การดูแลลูกน้อยเมื่อมีภาวะโคลิค

คุณพ่อ คุณแม่ที่มีลูกน้อยเป็นโคลิคจะเหนื่อยมาก เพราะปลอบลูกน้อยให้หยุดร้องไห้ไม่ง่ายเลย และอาจทำให้ลูกน้อยหยุดร้องได้ชั่วขณะ แต่ไม่นานลูกน้อยก็จะกรีดร้องรุนแรงขึ้นมาอีก ทำให้คุณพ่อ คุณแม่กระวนกระวายใจ กลัวว่าลูกน้อยจะมีอันตราย บางครั้งอาจรู้สึกโกรธลูกน้อยที่ไม่ยอมสงบ ทั้งๆ ที่คุณพ่อ คุณแม่ก็ทำเต็มที่แล้ว ความรู้สึกนี้อาจทำให้คุณพ่อ คุณแม่เกิดความเครียดได้เช่นกัน

คุณพ่อ คุณแม่ต้องจัดการความรู้สึกของตัวเอง ห้ามเขย่า หรือสั่นลูกน้อยแรงๆ เพราะคุณพ่อ คุณแม่บางคนอาจควบคุมอารมณ์ไม่ได้ จึงเขย่า หรือสั่นตัวลูกน้อยเพื่อให้หยุดร้องไห้ ยิ่งทำให้เกิดความรุนแรงต่อสมอง จอประสาทตาอาจหลุดลอก และบางคนอาจเสียชีวิต

ถ้าคุณพ่อ คุณแม่คิดว่าลูกน้อยเป็นโคลิค ควรพาลูกน้อยไปตรวจ และประเมินโดยคุณหมอ เพื่อหาสาเหตุที่อาจเป็นไปได้ เช่น ลูกอาจมีภาวะแพ้โปรตีนนมวัว หรือมีกรดไหลย้อนที่หลอดอาหาร คุณหมอจะทำการรักษาได้ที่ต้นเหตุ ถ้าลูกน้อยมีการเจริญเติบโตผิดปกติร่วมกับมีภาวะโคลิค คุณหมอก็จะตรวจความผิดปกติซ่อนเร้นอื่นๆ ร่วมด้วย

ถ้าคุณพ่อ คุณแม่พบว่าลูกน้อยเป็นเพียงโคลิค และไม่มีภาวะอื่นๆ ซ่อนเร้น คุณพ่อ คุณแม่ก็มั่นใจได้เลยว่า ลูกน้อยจะโตขึ้นมาเป็นปกติ มีความสุข อารมณ์ดี และพัฒนาการตามวัย

ลูกน้อยจะร้องไห้มากๆ ในช่วง 1-2 สัปดาห์แรกหลังคลอด เพราะเป็นช่วงของการปรับตัว และเรียนรู้กับโลกใบใหม่ คุณพ่อ คุณแม่เพียงคอยอยู่กับลูก คอยปลอบ คอยอุ้มลูกอยู่ตลอดเวลา ก็ไม่ต้องกลัวว่าลูกจะมีปัญหาทางจิตใจ หรือกลายเป็นคนโมโหร้าย