พ่อแม่ที่มีลูกในช่วงอายุประมาณ 2 – 4 ขวบ มักจะพบปัญหาการจะสอนลูกให้รู้จักการแบ่งปัน เช่น การแบ่งขนม การแบ่งของเล่นให้เพื่อน แล้วเราจะทำอย่างไรที่จะสอนลูกให้เป็นคน “มีน้ำใจ” กันดีคะ เนื่องจากความมีน้ำใจเป็นพื้นฐานของการเข้าสังคม ทำให้ผู้อื่นเกิดความรู้สึกดี รวมไปถึงการเกิดปฏิสัมพันธ์ที่ดีอีกด้วย ดังนั้นการที่จะสอนลูกให้เป็นคนมีน้ำใจจะต้องทำให้เด็กเกิดความรู้สึกเห็นอกเห็นใจผู้อื่นก่อน แล้วความมีน้ำใจของเด็กๆ ก็จะเกิดขึ้นเองโดยปริยาย!

แล้วทำไมหลายคนสอนลูกให้มีน้ำใจไม่ได้ล่ะ?

เนื่องจากการบอกเพียงอย่างเดียวไม่สามารถทำให้เด็กเกิดความรู้สึกเห็นอกเห็นใจหรือเกิดความรู้สึกดีกับผู้อื่นได้ ในทางตรงข้ามกลับจะทำให้เด็กรู้สึกหวงแหนและเกิดความคับข้องใจมากยิ่งขึ้น ครั้นจะแบ่งให้คนอื่นก็กลัวว่าจะไม่ได้สิ่งเหล่านั้นคืน แต่ครั้นไม่แบ่งก็เกรงจะถูกต่อว่าได้ เด็กจึงแบ่งให้เพราะความกลัว หรือตัดสินใจว่าจะไม่แบ่งก็เพราะความรู้สึกหวงแหนนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม ความมีน้ำใจเป็นเรื่องของความรู้สึกที่เป็นนามธรรมที่ไม่สามารถจับต้องได้ เราจึงไม่สามารถสอนเด็กๆ ให้เติบโตขึ้นมาเป็นคนมีน้ำใจได้จากการพูดสอนด้วยปากเปล่าเท่านั้น แต่ต้องทำให้ความมีน้ำใจเป็นเรื่องที่เด็กๆ สามารถจับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรมและเป็นเรื่องใกล้ตัว

น้ำใจ
การเปิดโอกาสให้ลูกได้เล่นกับญาติ พี่ น้อง หรือเพื่อนๆ จะทำให้เด็กสามารถเรียนรู้ความมีน้ำใจได้

การช่วยสนับสนุนให้ลูกของเราลงมือแสดงความมีน้ำใจมี ขั้นตอนดังนี้

1. ขั้นตอนที่ 1 เตรียมน้ำใจ

การทำให้ลูกเกิดความรู้สึกดีๆ ต่อผู้อื่นสามารถทำได้โดยอธิบายสถานการณ์ที่น่าเห็นอกเห็นใจ หรือสถานการณ์ที่ผู้อื่นต้องการความช่วยเหลือ เพื่อกระตุ้นให้ลูกเกิดความตระหนักถึง “ความรู้สึกของผู้อื่น” ยกตัวอย่างเช่น หากมีญาติที่กำลังไม่สบายอยู่ ถือเป็นโอกาสดีที่จะให้ลูกมีส่วนร่วมในการรับรู้ว่าญาติของเรากำลังป่วยเป็นอะไร และให้ลูกช่วยให้กำลังใจญาติที่ป่วย โดยมีคุณพ่อคุณแม่เป็นตัวอย่างในการแสดงความรู้สึกเห็นใจผู้อื่น และแสดงถึงความมีน้ำใจที่อยากจะช่วยเหลือผู้อื่น 

2. ขั้นตอนที่ 2 แบ่งปันน้ำใจ

ขั้นต่อมาคือการลงมือปฏิบัติให้ลูกได้แสดงความมีน้ำใจ  ยกตัวอย่างเช่น เมื่อลูกตกลงว่าจะช่วยแม่ทำอาหารเพื่อไปเยี่ยมญาติคุณแม่ก็ต้องแบ่งหน้าที่ให้ลูกได้ช่วยทำอาหาร และพาลูกไปเยี่ยมไข้กับคุณแม่ด้วย

ความสำคัญของขั้นตอนนี้ คือ เพิ่มโอกาสที่ลูกจะได้สัมผัสความรู้สึก ของการเป็นผู้ให้ด้วยตัวของเขาเอง เริ่มตั้งแต่การรับรู้ว่าความปรารถนาดีต่อผู้อื่นที่เกิดขึ้นในใจของเขาเป็นความรู้สึกอย่างไรการมองเห็นผลว่าสิ่งที่เขาทำให้กับผู้อื่นเป็นอย่างไรและสุดท้ายคือความรู้สึกดีๆที่เกิดขึ้นหลังจากการให้นั้นอิ่มเอมหัวใจมากแค่ไหนเป็นต้น

3. ขั้นตอนที่ 3 ความมีน้ำใจเป็นเรื่องของทุกคน

เป็นการเน้นย้ำให้ลูกเกิดความตระหนักในตัวตนว่าเขาเป็นคนมีน้ำใจ และมีความสามารถในการช่วยเหลือผู้อื่น ทำให้ลูกเข้าใจว่าความมีน้ำใจเป็นเรื่องของทุกคน ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของผู้ใหญ่เท่านั้น และไม่จำเป็นต้องรอให้โตก่อนแล้วถึงค่อยทำ โดยขั้นตอนนี้ทำได้ด้วยการพูดคุยกับลูกถึงสถานการณ์ที่เพิ่งผ่านมาว่าลูกมองเห็นอะไรคิดอย่างไรและรู้สึกอย่างไรและคุณพ่อคุณแม่รู้สึกอย่างไร ที่ลูกสามารถแสดงความมีน้ำใจให้ผู้อื่นได้

นอกจากนี้การให้โอกาสลูกได้พูดถึงความรู้สึกของลูกเองในสถานการณ์ที่เขาเคยได้รับความช่วยเหลือจากผู้อื่นมาก่อนว่ารู้สึกอย่างไร และนำความรู้สึกนี้มาเปรียบเทียบให้ลูกเห็นว่า เป็นความรู้สึกแบบเดียวกัน กับที่เขาได้มอบให้ผู้อื่นเช่นกัน  จะสามารถช่วยเขาให้เข้าใจถึงความมีน้ำใจได้ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้นด้วย “ความชื่นชม = พลัง”

ชื่นชม
พ่อแม่ควรให้คำชื่นชมลูกๆ เมื่อพวกเขาตั้งใจทำในสิ่งที่ดี

การดึงความรู้สึกนึกคิดของลูกออกมาอีกครั้งรวมถึงความชื่นชมภูมิใจที่คุณพ่อคุณแม่มีให้แก่ลูกนั้นจะกลายเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ที่ช่วยผลักดันให้ลูกมีความปรารถนาที่จะช่วยเหลือผู้อื่นต่อไปเพราะนอกจากจะช่วยทำให้ลูกมองเห็นภาพรวมของความมีน้ำใจได้ชัดเจนขึ้นแล้วยังทำให้ลูกมีทัศนคติที่ดีต่อตนเองและความมีน้ำใจอีกด้วย ตัวอย่างการสร้างความตระหนักในตัวตน

  • เมื่อเดือนก่อนที่หนูไม่สบายแล้วหนูต้องการให้แม่อยู่ใกล้ๆ ไม่อยากให้แม่ไปทำงาน เป็นเพราะหนูรู้สึกอย่างไร
  • แล้วหนูรู้สึกอย่างไรเมื่อแม่หยุดงานแล้วอยู่ใกล้ๆ คอยดูแลหนู
  • หนูว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นนั้นมีคุณค่ามากไหม
  • เป็นความรู้สึกที่สำคัญสำหรับหนูไหม
  • แม่ภูมิใจที่หนูมีความตั้งใจช่วยแม่ทำอาหารแล้วนำไปให้ญาติของเราเพื่อทำให้เขารู้สึกดีขึ้น หนูเป็นเด็กมีน้ำใจมากค่ะ

เด็กทุกคนเกิดขึ้นมาพร้อมกับความปรารถนาที่จะทำให้ผู้อื่นมีความสุข แต่บางครั้งสิ่งแวดล้อม การเลี้ยงดูและวิธีสอนลูกที่ไม่ดีพอจะทำให้เด็กๆ ขาดโอกาสที่จะทำความเข้าใจ เรียนรู้และฝึกฝน วิธีการสอนลูกให้มีน้ำใจทั้ง 3 ขั้นตอนนี้ จะช่วยปลูกฝังให้ลูกรู้ว่าความมีน้ำใจเป็นเรื่องที่เขาทำได้และจำเป็นต้องทำ เพราะลูกมองเห็นได้ชัดเจนว่าคุณพ่อคุณแม่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้จากการที่ทำให้ดูเป็นตัวอย่าง การมีส่วนร่วมและการแสดงความชื่นชมและพูดคุยมีความสำคัญมาก หากทำตามได้คุณพ่อคุณแม่จะพบว่า ความมีน้ำใจของลูกเรานั้นจะเกิดขึ้นได้ทันทีในพริบตา