หากอยากให้ลูกน้อยของท่านมีความรับผิดชอบ เราจำเป็นต้องฝึกลูกของคุณตั้งแต่ยังเล็กๆ ให้พวกเขาสามารถรับผิดชอบตัวเองให้ได้ เนื่องจากเด็กตั้งแต่วัย 6-11 ขวบ จะเริ่มมีความขี้เกียจแฝงอยู่ในตัวจนเป็นปัญหาที่สร้างความท้อใจและกังวลใจให้กับคุณพ่อคุณแม่เป็นอย่างมากเลยทีเดียว โดยเฉพาะเมื่อพ่อแม่บอกให้ทำอะไร แต่กลับไม่ได้รับการตอบสนองจากลูก หรือลูกขาดความสนใจในงานที่ต้องทำจนพ่อแม่ต้องออกโรงกระตุ้นหลายครั้งเลยทีเดียว 

ผมเชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกเริ่มโต น่าจะเคยได้ยินลูกพูดมาบ้างว่า “แม่อ่ะ หนูจะนอน มาปลุกหนูทำไมค่ะ” หรือ “นี่ใครมาหยิบกล่องดินสอหนูไปค่ะ หนูวางอยู่ตรงนี้นี่” ฟังดูเผินๆ เหมือนไม่มีอะไร คำพูดก็ไพเราะดี แต่ถ้าอ่านดีๆ จะเห็นว่าในทุกประโยคนั้นดูเหมือนจะแฝงไปด้วยการโทษคนอื่น ซึ่งในที่นี้ก็คือพ่อแม่นั้นเอง คุณพ่อคุณแม่อาจจะเห็นว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่เรากำลังจะปล่อยให้ลูกใช้วิธีโทษคนอื่นโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ ทั้งที่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่ควรจะอยู่ในความรับผิดชอบของเขาเองทั้งนั้น

ทำความสะอาด
การสอนลูกให้รู้จักทำความสะอาด จะทำให้ลูกมีความรักสะอาด และมีความรับผิดชอบ

การฝึกลูกให้เป็นคนมีความรับผิดชอบอาจทำได้ไม่ยากโดยการมอบหมายหน้าที่ที่เหมาะสมกับวัยให้แก่ลูกของท่าน เช่น ให้รับผิดชอบหน้าที่กวาดบ้าน ถูบ้าน ล้างห้องน้ำ ล้างจาน ช่วยงานแม่ในครัว หรือช่วยงานพ่อในสนาม รดน้ำต้นไม้ ปลูกต้นไม้ ดูแลความสะอาดบริเวณบ้าน นอกจากรับผิดชอบงานส่วนรวมของบ้านแล้ว งานส่วนตัวก็ต้องสอนให้รับผิดชอบเพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่คนอื่น เช่น การดูแลเรื่องเสื้อผ้าของตนเอง เป็นต้น พ่อแม่ต้องฝึกลูกให้เป็นคนตรงต่อเวลา ให้เป็นคนมีระเบียบวินัยในเรื่องการกิน การเล่น ดูหนังสือ และนอนให้เป็นเวลา เพื่อลูกจะได้รู้จักบริหารเวลาเป็น ทำงานเป็น และนิสัยตรงต่อเวลาจะได้เกิดขึ้นกับลูก โดยเมื่อมอบหมายหน้าที่ให้ลูกรับผิดชอบแล้ว พ่อแม่ต้องคอยสอดส่องดูแล สอนลูกให้ตระหนักในหน้าที่ของตัวเอง ถ้าลูกปล่อยปละละเลยก็ต้องตักเตือน หรือบางครั้งอาจต้องลงโทษ แต่ถ้าลูกรับผิดชอบในหน้าที่การงานได้ไม่บกพร่องเลย พ่อแม่ก็ควรชมเชยหรือให้รางวัลด้วย เพื่อเป็นกำลังใจในการทำความดีให้ยิ่งๆ ขึ้นไป

นอกจากนั้นยังต้องฝึกลูกให้เป็นคนมีน้ำใจ เอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ช่วยเหลือผู้อื่น ไม่นิ่งดูดาย แม้ว่างานนั้นจะไม่ใช่หน้าที่ของตนก็ตาม อย่างเช่นเมื่อลูกว่างหรือทำงานในหน้าที่เสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่คนอื่นยังทำไม่เสร็จหรือลูกเห็นพ่อแม่ยังทำงานอยู่ ต้องฝึกลูกให้มีน้ำใจเข้าไปช่วยเหลือ ต้องสอนลูกเสมอว่าการมีน้ำใจต่อผู้อื่นเป็นสิ่งที่ดี ในทางตรงกันข้ามหากคุณไม่ปล่อยให้ลูกทำงานด้วยตัวเอง ส่งผลให้ลูกไม่กล้าที่จะทำงานต่างๆ ด้วยตนเอง เพราะคิดว่าตัวเองไม่มีความสามารถที่จะทำได้ ดังนั้นเมื่อเห็นลูกทำอะไรชักช้าไม่ทันใจ อย่าตัดความรำคาญด้วยการรีบทำแทนลูกทันที เพราะกลัวลูกจะลำบากนะครับ ปล่อยให้ลูกเขาได้เรียนรู้ และทำเองจะดีกว่า 

เด็กมีวินัย

จะทำอย่างไรให้เด็กมีความเราผิดชอบ ทางเรามีข้อเสนอแนะดังนี้

1. เมื่อลูกเริ่มโต ค่อยๆ ปล่อยเรื่องส่วนตัวให้ลูกรับผิดชอบเอง เด็กประถมก็ควรจะได้หัดจัดตารางสอนด้วยตัวเองโดยที่คุณพ่อคุณแม่ช่วยแนะนำ และช่วยตรวจสอบเมื่อลูกจัดเสร็จ แน่นอนว่าเมื่อต้องลุกขึ้นมาทำใหม่ เด็กๆ อาจจะขี้เกียจไม่อยากทำเองบ้าง แต่เมื่อไหร่ที่เขาทำได้สำเร็จ คุณพ่อคุณแม่คอยแสดงความชื่นชมที่เขาสามารถรับผิดชอบตัวเองได้ พวกเขาจะรู้สึกดี และค่อยๆแพัฒนาไปเป็นความรู้สึกภาคภูมิใจในตนเองครับ2. บางครั้งอาจต้องหาตัวช่วยให้ลูก ที่ไม่ใช่ “คุณพ่อคุณแม่” 
ปัญหาของลูกวัยอนุบาลถึงประถมที่พ่อแม่มักเจอกันบ่อยก็คือเรื่องการตื่นนอนสาย และเมื่อพ่อแม่ไปปลุกลูกก็จะโวยวาย หากปลุกช้าไปก็โวยวายว่าไปโรงเรียนไม่ทัน ตัวช่วยในกรณีนี้ก็คือนาฬิกาปลุกนั่นเองเพียงแค่คุณพาลูกไปซื้อนาฬิกาปลุก โดยให้เขาเลือกเอง ทุกคืนก็เพียงเตือนให้ลูกเปิดนาฬิกา ส่วนตอนเช้าก็แค่สังเกตการณ์ แม้ว่าลูกจะยังมีอิดออดบ้างเวลานาฬิกาปลุกดัง แต่อย่างน้อยเขาก็จะไม่โทษว่าคุณเป็นสาเหตุในการตื่นเช้าหรือตื่นสายของเขาอีกเลยครับ
3. สอนลูกด้วยการทำตัวให้เป็นตัวอย่างที่ดี 
เมื่อเกิดความผิดพลาดก็ไม่จำเป็นต้องหาคนผิด หรือโทษใครเสมอไปแต่อาจจะดีกว่าถ้าเราจะแค่หาวิธีแก้ไขที่จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นในอนาคต แต่ทั้งนี้หากฝึกฝนบ่อยๆ เด็กก็จะชินไปเอง จะมีวินัยและความรับผิดชอบตั้งแต่ยังเล็ก เพื่อให้ในที่สุดแล้วพวกเขาจะได้เรียนรู้ด้วยตัวเองว่าคนทุกคนมี “หน้าที่” และ “ความรับผิดชอบ” และมันเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจมากเลย ที่พวกเขาจะสามารถดูแลรับผิดชอบชีวิตของเราเองได้มากขึ้นโดยมีคุณพ่อคุณแม่คอยสนับสนุนและให้กำลังใจอยู่เสมอ

การมอบหมายหน้าที่ความรับผิดชอบใดก็ตาม ควรดูความเหมาะสมของวัย และความสามารถของเด็ก

แต่อย่าลืมสั่งสอนลูกด้วยความยืดหยุ่นด้วยนะครับ การฝึกเด็กเล็กควรจะเริ่มจากเรื่องง่ายๆ ก่อนไม่ซับซ้อนเกินความสามารถมากเกินไป และเมื่อโตขึ้นอาจเพิ่มความรับผิดชอบมากขึ้น เมื่อลูกสามารถเรียนรู้ และปฏิบัติได้จริง คุณควรก็เป็นผู้ส่งเสริมเติมกำลังใจ ด้วยคำชมกับลูก ที่สำคัญพ่อแม่ยังต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่ลูกเสมอด้วยนะครับ