รู้มั้ย..ทำไมชาวยิวฉลาดที่สุดในโลก?

นี่คือคำถามยอดนิยมจากหลายคนทั่วทุกมุมโลกกันเลยทีเดียว สิ่งหนึ่งที่ทุกคนต่างคิดเหมือนกันก็คือ คนเก่งๆ จำนวนมากเป็นคนยิว เช่น อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นักวิทยาศาตร์ระดับตำนานผู้คิดค้นสมการสร้างระเบิดปรมาณู หลายคนเชื่อว่าเผ่าพันธุ์ยิวถือเป็นคนที่ฉลาดที่สุดในโลก จากสถิติของผู้ที่ได้รางวัลโนเบลทางวิทยาศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ ศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัยต่างๆ มหาเศรษฐีผู้กุมเศรษฐกิจของโลก นักวิชาการที่ปรึกษาประจำทำเนียบขาว นักดนตรีที่เป็นอัจฉริยะ นักคิดนักเขียน ส่วนใหญ่ล้วนแต่สืบเชื้อสายมาจากยิวอย่างเป็นสัดส่วนที่น่าตกใจกันเลยทีเดียว

แล้วชาวยิวคือใคร?

ชาวยิว
ธงชาติอิสราเอล ประเทศของชาวยิว

ชาวยิวเป็นชนชาติหนึ่งที่สืบเชื้อสายชาวอิสราเอลโบราณ หรือชาวฮีบรู ซึ่งเคยอาศัยอยู่ในดินแดนในตะวันออกใกล้โบราณ ตามคัมภีร์โตราห์ของศาสนายูดาย (พระคริสตธรรมคัมภีร์เดิม) กล่าวว่าประวัติศาสตร์ของชาวยิวและศาสนานี้เริ่มต้นที่ชายชื่อ อับราฮัม ซึ่งอาศัยอยู่ในเมืองคลาเดียบาบิโลน ณ ขณะนั้นเมืองสำคัญต่างๆ มีการนับถือรูปเคารพ และเทพเจ้าของตนเอง แต่อับราฮัมคิดว่าพระเจ้าที่แท้จริงจะมีเพียงพระองค์เดียว โดยเขาได้พบพระเจ้า และพระองค์ทรงให้อับราฮัมและครอบครัวจึงได้ออกเดินทางไปยังแผ่นดินแห่งพันธสัญญา ที่พระองค์จะประทานให้เขาและเชื้อสายของเขา จึงเป็นจุดเริ่มต้นของเชื้อชาติอิสราเอล และศาสนาใหม่ที่รู้ว่ามีพระเจ้าผู้ทรงเที่ยงแท้พระองค์เดียว

มาร์ค ซักเกอร์เบิร์ก หนึ่งในชาวยิวที่ประสบความสำเร็จอันดับต้นๆ ของโลก

ชาวยิวในประวัติศาสตร์ได้รับความทุกข์ทรมานจากสงครามมากมายหลายครั้ง ไม่ว่าจากกองทัพบาบิโลน เปอร์เซีย กองทัพโรม สงครามศักดิ์สิทธิ์ แต่ครั้งที่สำคัญและโลกไม่สามารถลืมความโหดร้ายได้คือ การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ยิว ในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง โดยฮิตเลอร์และพรรคนาซี แต่ในที่สุดความพยายามของชาวยิวที่จะก่อตั้งรัฐอิสระ ก็ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลอังกฤษ โดยอนุญาตให้ชาวยิวให้กลับเข้าไปในปาเลสไตน์อีกครั้งหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งก็คือประเทศอิสราเอลในปัจจุบัน และสิ่งที่น่าทึ่งคือพวกเขาก็คือการก่อร่างสร้างเมืองเปลี่ยนทะเลทรายที่แห้งแล้งให้เป็นพื้นที่การเกษตรเขียวชอุ่มตรงตามพระคัมภีร์ไบเบิ้ลที่บอกว่า พวกเขาจะกลับมารวมชาติและทำให้ดินแดนนี้มีชีวิตอีกครั้งหนึ่ง

ซึ่งสาเหตุที่ทำไมชาวยิวถึงฉลาดและประสบความสำเร็จ ก็เป็นเรื่องที่น่าสงสัย จะว่าไปว่าเป็นเพราะการเลี้ยงดูหรือค่านิยมในครอบครัว ก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่ก็มีคนที่มาจากวัฒนธรรมอื่นที่เน้นให้ลูกได้เรียนหนังสือ หรือเป็นจำพวก disciplinarian เช่น คนจีน เกาหลี ก็ยังไม่เก่งเท่าคนยิว ซึ่งนั้นก็น่าจะเป็นเพราะสติปัญญาและกรรมพันธุ์ของชาวยิวที่มีเหนือคนอื่นด้วย!!!

คัมภีร์ชาวยิว
คัมภีร์ของชาวยิว

กฎการเลี้ยงลูกของชาวยิวที่ทำให้ลูกเป็นอัจฉริยะ และฉลาดที่สุดในโลก

โดยในคัมภีร์ของชาวยิวจะกล่าวไว้ว่า ”อย่าเชื่อถ้าไม่ได้คิดวิเคราะห์อย่างถ่องแท้” ความคิดเช่นนี้ทำให้ศาสนายิวต่างจากศาสนาอื่นที่เน้นให้เชื่อและศรัทธาอย่างการเชื่อในพระเจ้าหรือการเชื่อในการกลับชาติมาเกิด แต่สำหรับคนยิวจะถูกสอนให้ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ ถึงแม้จะเป็นพระหรือพ่อแม่ก็จะสอนว่าห้ามเชื่อในสิ่งที่บอกจนกว่าจะได้คิดพิจารณาไตร่ตรองอย่างรอบคอบแล้ว ในการเรียนการสอนของชาวยิวจะเน้นไปที่การถามตอบจนกว่าจะเข้าใจโดยเฉพาะในโรงเรียนสอนศาสนายิว

การที่คุณพ่อคุณแม่อยากจะให้ลูกเป็นเด็กฉลาด หรือมีความเป็นอัจฉริยะได้นั้น อาจต้องเรียนรู้จากหลักการของชาวยิว แม้ว่าจะมีคำแนะนำหรือเคล็ดลับต่างๆ ที่ทำให้ลูกเก่งได้แล้ว แต่การเลี้ยงเด็กนั้นก็ไม่มีอะไรที่ตายตัว ซึ่งคุณแม่ชาวยิวนั้นไม่ต้องอ่านบทความเกี่ยวกับการเลี้ยงเด็กมากมาย แต่ลูกๆ ของพวกเขาได้เก่ง แล้วคุณแม่ชาวยิวจะมีความลับของการเลี้ยงลูกให้ฉลาดได้อย่างไรนั้นลองตามไปดูกันเลยครับ

1. ชื่นชมลูกเมื่อทำอะไรด้วยตัวเองได้

สำหรับครอบครัวส่วนใหญ่มักจะสนับสนุน และคอยช่วยเหลือกันอย่างเต็มที่ เพื่อให้ฝันอันแสนไกลของลูกไกลถึงที่หมาย หมายความว่าหากลูกจะประสบความสำเร็จได้เมื่อลูกคิดว่าตัวเองสามารถทำทุกอย่างได้ ซึ่งพ่อแม่ชาวยิวก็ยึดแนวคิดเช่นนี้ หากลูกฝันให้ไกลและต้องการไปให้ถึงแล้ว ลูกจะต้องเป็นคนลงมือทำด้วยตัวเอง ให้ความสำคัญกับการที่เด็กสามารถทำทุกอย่างได้ด้วยตัวเอง ยกตัวอย่างเช่นเหตุการณ์ในร้านกาแฟที่อิสราเอล เราจะเห็นว่าเด็กอายุ 1 ขวบสามารถกินอาหารเองได้แล้ว นั่นเป็นเพราะพ่อแม่ปล่อยให้เด็กทำทุกทุกอย่างที่สามารถทำได้เอง แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับศักยภาพเด็กด้วยครับ

ชื่นชมลูก
ชื่นชมเมื่อลูกทำสิ่งที่ถูกต้อง

2. ทุกอย่างย่อมเป็นเรื่องยากก่อนเสมอ และมันจะง่ายขึ้นมาเอง

สำหรับพ่อแม่ชาวยิวแล้ว จะเปิดโอกาสให้ลูกลองทำอะไรหรือสิ่งต่างๆ ได้ด้วยตัวเอง โดยต้องเห็นความสำคัญกับความพยายามของเด็กๆ ถ้าพวกเขาได้เริ่มทำงานอดิเรกใหม่ๆ พ่อแม่ก็ควรจะสนับสนุนอย่างเต็มที่ ซึ่งแน่นอนว่าบางสิ่งบางอย่างในครั้งแรกนั้นย่อมอาจไม่สำเร็จอย่างง่ายดายเสมอไป และถ้าเด็กๆ ทำไม่ได้ดี พ่อแม่ก็จะปลอบใจและสนับสนุนให้ลูกเกิดความพยายามที่ลองใหม่อีกครั้ง โดยบอกว่า “การเริ่มต้นมันยากแบบนี้แหละ” การกระทำแบบนี้จะทำให้ลูก เกิดการเรียนรู้และความพยายามที่จะทำต่อไป

3. การเชื่อใจในตัวลูก คือรางวัลที่ดีที่สุด

เมื่อลูกทำสิ่งใดได้ดี พ่อแม่ชาวยิวมักจะคอยแอบดู พร้อมให้รางวัลแด่ความพยายาม แต่จะไม่ใช่การให้ขนมหรือลูกอมหรอกนะ แต่สำหรับชาวยิว เด็กๆ จะได้รางวัลเป็นความไว้ใจ และความเชื่อใจ ซึ่งถ้าพ่อแม่ไว้ใจให้ลูกๆ ทำอะไรเอง เด็กๆ ก็จะรู้ว่าพวกเขาทำสิ่งนั้นได้ดี ต่างกับชาติอื่นๆ ที่พ่อแม่คอยจ้องจับผิดลูก แม้จะทำไปด้วยความหวังดี แต่บางครั้งก็ทำเอาลูกหมดกำลังใจและหมดความพยายามที่จะทำสิ่งนั้นๆ  ดังนั้นความเชื่อใจนั้นจึงเป็นเรื่องจำเป็นมาก ที่จะช่วยสร้างทักษะให้ลูกมีความรับผิดชอบและการวางแผนการทำงานต่อไป

เชื่อมั่นในตัวลูกน้อย
ให้ความเชื่อมั่นในตัวลูกน้อย ปล่อยให้พวกเขาทำอะไรด้วยตนเอง

4. เสื้อผ้าไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุด

สำหรับพ่อแม่ชาวไทยหรือชาวยุโรปนั้น อาจมีบางครอบครัวช็อกกับสิ่งที่พ่อแม่ชาวยิวทำ เมื่อพาลูกออกไปนอกบ้าน ซึ่งพ่อแม่ชาวยิวจะปล่อยให้ลูกไปเล่นข้างนอกบ้านอย่างอิสระ ซึ่งเด็กๆ ก็มักจะตัวเปื้อนโคลน นิ้วเหนียว เข่าเลอะฝุ่น กระดุมเสื้อบางเม็ดก็หลุดไปไหนไม่รู้ ซึ่งความจริงแล้วการทำให้ลูกเนื้อตัวสะอาดเวลาออกไปข้างนอกเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความพยายามและเวลาทั้งของผู้ใหญ่และเด็กเป็นอย่างมาก พ่อแม่ชาวยิวจึงคิดว่าการรักษาเสื้อผ้าให้สะอาดอยู่เสมอ ไม่มีประโยชน์ต่อพัฒนาการและการเจริญเติบโตของลูกของพวกเขาเลย

5. ยอมรับในความไม่เรียบร้อย

เด็กๆ ชาวยิวมักจะทำอะไรเลอะเทอะ เปรอะเปื้อน และมันคือเรื่องที่มาพร้อมกับพวกเขาซึ่งพ่อแม่ชาวยิวรู้ดี และจะไม่ว่าอะไร เพราะเขาเข้าใจว่าเด็กที่มักจะทำนู่นนี่ตกหกหล่นเป็นเรื่องปกติ ดังนั้นการที่ลูกจะทำข้าวของพังบ้าง ห้องรกสกปรก ก็ไม่ใช่เรื่องร้ายแรงอะไร ซึ่งแทนที่พ่อแม่ชาวยิวจะบ่นในเรื่องนี้ทุกครั้งที่มีโอกาส แต่พ่อแม่ชาวยิวจะปล่อยให้เด็กๆ อยู่ในห้องรกๆ ของเขา ตราบใดที่พวกเขายังมีความสุขกับมันอยู่ แต่ก็จะอธิบายว่าการมีระเบียบนั้นมีข้อดีอย่างไร และทำให้ลูกเจอของที่ต้องการง่ายขึ้นแค่ไหน ซึ่งก็จะมีนานๆ ทีที่พ่อแม่กลับจะปล่อยให้ลูกของพวกเขาทำอะไรแบบที่ชอบ แล้วก็ค่อยๆ ใช้เวลาอธิบายว่าทำไมถึงต้องมีระเบียบในเวลาต่อมา

6. ปล่อยให้ลูกเล่นจนหมดแรง

เพราะเด็กทุกคนมีพลังอยู่ในตัวเองมากมายอยู่แล้ว ซึ่งพ่อแม่ชาวยิวจะปล่อยให้ลูกๆ ของพวกเขาใช้เวลาทั้งวันในการวิ่งเล่น โดยไม่มีเสียงบ่น หรือไม่มีใครห้ามไม่ให้เด็กๆ เหล่านั้นทำอะไร เพราะพ่อแม่รู้ว่าลูกของเขามีพลังอยู่เหลือล้น รู้ถึงความสำคัญของการปล่อยให้เด็กได้ใช้พลังงานทั้งหมดอย่างเต็มที่ในขณะที่พวกเขายังเด็กอยู่ เพราะการทำแบบนี้เมื่อลูกโตขึ้น เขาจะเป็นผู้ใหญ่ที่มั่นใจและทำสิ่งต่างๆ ได้โดยไม่ย่อท้อ

เล่นตีหมอน
ปล่อยให้ลูกน้อยเล่นอย่างเต็มที่

7. ให้อิสระลูก อย่างชาญฉลาด

พ่อแม่ชาวยิวมักจะปล่อย หรืออนุญาตให้ลูกทำอะไรได้หลายอย่าง แม้แต่การวาดรูปที่ผนัง เพื่อหวังว่าสักวันลูกอาจจะเป็นจิตรกรเอกก็ได้ แต่สำหรับในเรื่องนี้ก็ต้องมีข้อห้ามและขีดจำกัดที่ลูกจะละเมิดไม่ได้เช่นกัน นั่นก็คือการไม่เคารพครอบครัว พ่อแม่จะลงโทษลูกๆ ถ้าลูกด่าพ่อแม่ ซึ่งที่สำคัญคือพ่อแม่ต้องจริงจังกับเรื่องนี้เช่นกัน

อิสระของเด็ก
จงให้อิสระแก่ลูกน้อยในสิ่งที่ถูกต้อง

8. แม้พ่อเป็นหัวหน้าครอบครัว แต่แม่เองก็เป็นหัวหน้าครอบครัวเช่นกัน

แม้การให้เคารพพ่อแม่ อาจเป็นเรื่องที่เด็กเล็กๆ จะยังไม่เข้าใจ แต่พ่อแม่ชาวยิวจะสอนให้ลูกของพวกเขาเคารพพ่อแม่ตั้งแต่เล็ก ซึ่งลูกจะรู้ว่าพ่อแม่เป็นหัวหน้า และจะเลียนแบบและยึดถือพ่อแม่เป็นตัวอย่างเสมอ โดยสิ่งที่ลูกจะทำมีความสำคัญน้อยกว่าสิ่งที่พ่อแม่ทำ เด็กๆ ก็เลยจะไม่ต้องพึ่งพาพ่อแม่ในการทำสิ่งต่างๆ แล้วพยายามทำสิ่งเหล่านั้นด้วยตนเอง

9. ลูกสามารถควบคุมตัวเองได้

ครอบครัวชาวยิวจะไม่ลงโทษลูกด้วยการไปยึด หรือแย่งของบางสิ่งบางอย่างจากลูกไป แต่ว่าในทางกลับกันพ่อแม่ชาวยิวจะตั้งกฎในการให้รางวัลกับการกระทำที่ถูกต้อง เพื่อให้ทุกสิ่งทุกอย่างเข้าที่เข้าทางและให้ลูกทำทุกสิ่งทุกอย่างให้ถูกต้อง ดังนั้นเด็กๆ ก็จะไม่คิดถึงการถูกลงโทษ แต่จะเรียนรู้ที่จะปรับและเรียนรู้ได้เองว่าพฤติกรรมไหนที่ดีหรือไม่ดีของตัวเอง เพื่อให้เป็นผลดีกับตัวเอง ยกตัวอย่างเช่น แทนที่เด็กจะกลัวการถูกลงโทษจากการที่เล่นเทน้ำหอมของแม่ เขาจะรู้ว่าแม่ต้องซื้อน้ำหอมขวดใหญ่แทนที่จะซื้อข้าวปลาอาหารมาให้ทานแน่นอน

ลูกสามารถดูแล และควบคุมตัวเองได้
ลูกสามารถดูแล และควบคุมตัวเองได้

10. พ่อแม่ต้องสังเกตเห็นลูกอยู่ในสายตาทุกครั้ง

ไม่มีพ่อแม่ชาวยิวคนไหน ไม่สังเกตเห็นการกระทำของลูก และเชื่อว่าควรให้รางวัลกับสิ่งที่ลูกทำได้ ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างที่ลูกตั้งใจทำจะได้รับคำชมจากพ่อแม่ชาวยิว แม้พ่อแม่ชาวไทยหรือชาวยุโรปบางคนก็อาจเห็นในสิ่งที่ลูกทำและชื่นชมด้วย แต่ก็อาจแทบจะไม่ได้มองไม่ได้ใส่ใจกับสิ่งของหรือการกระทำของลูกเลย โดยการกระทำแบบนี้เรียกว่าเป็นทฤษฎีเดียวกับที่นักจิตเวชบอกว่า การชมเด็กๆ จะช่วยให้เขามีพัฒนาการที่ดี แม้ผลงานของลูกจะไม่ได้ดีมากมาย แต่พ่อแม่ชาวยิวก็จะหาทางชมจนได้

จากกฎการเลี้ยงลูกทั้ง 10 ข้อ ทำให้รู้ว่าสิ่งสำคัญที่จะทำให้ลูกฉลาดได้ คือการให้ความรักและเอาใจใส่รายละเอียดต่างๆ ของลูก ชาวยิวจะไม่รักลูกจนเกินไป แต่จะปล่อยให้ลูกหัดเรียนรู้ด้วยตัวเอง และคอยช่วยสนับสนุนอยู่ข้างๆ เสมอ เรียกได้ว่าแม้พรสวรรค์ในการเป็นอัจฉริยะจะมีเพียงน้อย แต่ทั้งหมดทั้งมวลที่จะทำให้เด็กฉลาดและเป็นอัจฉริยะได้ ต้องมาจากพรแสวงด้วย ซึ่งพ่อแม่ก็เป็นสิ่งสำคัญในการช่วยพาลูกไปถึงจุดๆ นั้นให้ได้