การจับโกหกนั้นอาจจะเป็นเรื่องที่หลายๆ คนคิดว่าเป็นเรื่องที่ยาก แต่หากคุณลองตั้งคำถามโดยที่เขาไม่ทันได้ตั้งตัวจนพวกเขาไม่สามารถที่จะประวิงเวลาได้จะทำให้ผู้ที่โกหกนั้นถึงกับไปต่อไม่เป็นเลยหละครับ ยิ่งคุณสังเกตจากพฤติกรรมต่างๆ ของพวกเขาดังที่เราจะกล่าวในบทความนี้จะรู้ทันทีเลยว่าเขาโกหก ทราบหรือไม่ว่าการพูดต้องใช้สมองในส่วนของความรู้คือ “ฮิปโปแคมปัส” ถ้าหากเราต้องโกหกต้องใช้ในสมองส่วนหน้าในการจินตนาการ ประกอบกับความจริง เพราะว่าเราต้องรู้ว่าความจริงเป็นอย่างไรถึงจะสามารถจินตนาการให้เรื่องราวใหม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงนั้นได้ ส่งผลทำให้ใช้พลังงานมากขึ้นร่างกายจะนิ่ง แต่ถ้าพูดความจริงร่างกายเราของเราจะเกิดพฤติกรรมต่างๆ มากกว่า เช่น ยกแขน หรือมีอิริยาบทต่างๆ เป็นธรรมชาติ

Dr.Lillian Glass นักวิเคราะห์พฤติกรรมและผู้เชี่ยวชาญเรื่องภาษากาย ซึ่งเป็นผู้ที่ทำงานร่วมกับ FBI ของสหรัฐฯ ได้ทำการเปิดโปงสัญญาณของการโกหก โดยการสังเกตพฤติกรรม ภาษากาย รวมทั้งวิธีการพูดที่เปลี่ยนไปจากปกติ และเธอได้เขียนบ่งบอกสัญญาณต่างๆ เอาไว้ในหนังสือ The Body Language of Liars โดยสัญญาณที่บ่งบอกว่าคนที่กำลังคุยกับคุณนั้นกำลังโกหกคุณอยู่มีดังนี้

1. ขยับศีรษะไปมาอย่างรวดเร็ว

หากคุณเห็นว่าอีกฝ่ายเริ่มขยับศีรษะตัวเองไปมาในขณะกำลังตอบคำถามของคุณ แปลว่าเขากำลังโกหกคุณอยู่อย่างแน่นอน ซึ่งการขยับศีรษะนี้มักจะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติเพื่อตอบสนองในคำถามที่ถูกถามครับ

2. หายใจถี่และแรงขึ้น

ถ้าคู่สนทนาของคุณกำลังโกหกคุณอยู่ สิ่งที่สามารถสังเกตได้ชัดเจนอีกอย่างหนึ่งก็คือเขาจะหายใจแรงและถี่มากขึ้นจนผิดสังเกต แถมไหล่ก็จะยกสูงขึ้น แม้แต่เสียงพูดก็จะสูงขึ้นกว่าเสียงที่พูดในเวลาปกติ เหตุผลก็คือขณะคนเราโกหก หัวใจก็จะเต้นเร็วขึ้นและระบบไหลเวียนเลือดก็จะทำงานมากขึ้นผิดปกติเนื่องจากความวิตกกังวลนั่นเอง

3. ยืนนิ่ง

โดยปกติแล้วคนเราเวลาที่ยืนคุยกับใครสักคนก็มักจะไม่อยู่นิ่งมักจะมีอาการอยู่ไม่สุข เอียงไปทางนั้นทางนี้บ้างหรือหันไปทางนี้หน่อย แต่ถ้าหากคู่สนทนาของคุณยืนนิ่งไม่ขยับตัวเลยขณะที่คุยกับคุณละก็รู้เลยเขากำลังปิดบังความจริงบางอย่างอยู่ เพราะอาการยืนนิ่งตรงนั้นเป็นหนึ่งในอาการที่เกิดจากสัญชาตญาณในการเตรียมพร้อม ซึ่งจะไม่เกิดในขณะที่สถานการณ์ปกติอย่างแน่นอนครับ

4. พูดติดๆ ขัด ๆ

การพูดติดขัด หรือพูดซ้ำไปซ้ำมานั้นไม่ใช่อาการที่ปกติสำหรับการพูดทั่วๆ ไป การพูดติดขัดนั้นเนื่องจากเขากำลังใช้ความคิดหาคำโกหกที่ดูแนบเนียนที่สุด ทำให้เผลอพูดคำซ้ำๆ เพื่อซื้อเวลาให้ตัวเองด้วย

5. ใช้มือแตะหรือจับที่ปาก

เมื่อพวกเขากำลังพูดคำโกหกออกมามักจะเผลอยกมือขึ้นแตะหรือไม่ก็จับบริเวณปาก ซึ่งในทางภาษากายนั้นหมายความว่าเขาไม่ต้องการจะเปิดเผยอะไรบางอย่าง หรือเขาไม่อยากจะพูดความจริงออกมา ซึ่งบางครั้งการกระทำแบบนี้ก็ถูกใช้เพื่อจบการสนทนาได้เช่นกัน

6. จับหรือแตะต้องอวัยวะบางส่วนของร่างกาย

บางคนอาจจะสงสัยว่าทำไมบางคนที่คุยกับเราถึงจะชอบลูบที่ต้นคอ หน้าอก ท้อง หรือแม้แต่ลูบหัวตัวเองขณะที่คุย แท้ที่จริงแล้วอาการนั้นเป็นอาการของคนที่กำลังปิดบังความจริงอยู่ครับ โดยท่าทางเหล่านั้นถือเป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติเมื่อคนเราเริ่มโกหกด้วยล่ะ

 
 7. ย่ำเท้าซ้ำ ๆ

อาการของคนโกหกนั้นมาจากความรู้สึกอึดอัดและวิตกกังวล การย่ำเท้าซ้ำไปซ้ำมาขณะที่พูดคุยแสดงให้เห็นว่าผู้พูดต้องการที่จะออกไปจากสถานการณ์นี้ ซึ่งถือเป็นอาการที่สังเกตได้ง่ายมากเลยล่ะ หากพวกเขากำลังก้มหน้าไปดูว่าอีกฝ่ายกำลังย่ำเท้าอยู่แล้วละก็รับรองจับโกหกได้แน่นอน

8. เริ่มอธิบายเสียยืดยาว

เวลาที่ใครสักคนกำลังโกหก เขาจะเริ่มอธิบายและพูดเสียยืดยาวเพื่อหวังว่าสิ่งที่พูดไปจะทำให้อีกฝ่ายเชื่อ แต่ยิ่งเป็นหลักฐานมัดตัวแน่นเลยว่าเขากำลังโกหกอยู่ เพราะโดยทั่วไปแล้วคนที่ไม่มีความลับอะไรปิดบังอยู่มักจะพูดเพียงสั้น ๆ และเข้าใจง่ายมากกว่า

9. กัดริมฝีปาก หรือเม้มปาก

การกัดริมฝีปากหรือการเม้มปากถือเป็นปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติเพื่อระบายความเครียดหรือความวิตกกังวลที่มี ซึ่งเราจะสามารถเห็นได้ในคนที่กำลังปิดบังความจริง และถ้าสังเกตให้ดี คนที่มีอาการเหล่านี้ก็มักจะมีอาการพูดติด ๆ ขัด ๆ หรือพูดไม่ชัดเจนอีกด้วย นั่นเป็นเพราะว่าเขาไม่กล้าบอกความจริงกับคุณยังไงล่ะ

10. ชี้นิ้วบ่อยขึ้น

ถ้ามีใครที่พูดแล้วชี้หน้าคุณบ่อย ๆ จนผิดปกติละก็ สันนิษฐานเอาไว้ได้เลยว่าเขากำลังโกหกอะไรบางอย่างอยู่ และยิ่งถ้าหากคุณเริ่มจับโกหกเขาได้อีกด้วย เขาก็จะยิ่งชี้หน้าคุณบ่อยขึ้นเพื่อจะเบี่ยงเบนความสนใจให้คุณเลิกสนใจในสิ่งที่เขากำลังปิดบังอยู่

11. กะพริบตาถี่ขึ้น

คนที่โกหกมักจะไม่ค่อยกล้าสบตากับอีกฝ่ายเท่าไร เมื่อเขาไม่สามารถหลบสายตาอีกฝ่ายได้ พวกเขาต้องกะพริบตาถี่ ๆ แทนเพื่อเลี่ยงการจ้องตา ต่างจากคนที่พูดความจริงซึ่งมักจะจ้องตาอีกฝ่ายเพื่อให้อีกฝ่ายเชื่อในสิ่งที่ตนเองพูด แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นกับทุกคนนะครับ เพราะบางคนที่โกหกก็อาจจะไม่กะพริบตาเพื่อเลี่ยงการสบตา แต่จะจ้องคุณเพื่อให้คุณเชื่อในสิ่งที่เขาโกหกก็มีเหมือนกัน

รู้แบบนี้แล้วต่อไปจะจับโกหกใครก็ไม่ใช่เรื่องยากแล้ว แต่ก็ต้องอาศัยประสบการณ์ในการมองพฤติกรรมเหล่านี้นะครับ อย่างไรก็ตามก็ไม่ควรเอาความรู้เหล่านี้ไปใช้เพื่อให้ตัวเองโกหกได้แนบเนียนขึ้นเชียว เพราะยังไงการโกหกเป็นเรื่องที่ไม่ดี แม้อาจจะทำให้คุณรอดพ้นจากความผิดได้ แต่สักวันหนึ่งก็ต้องรู้ความจริงอยู่ดีครับ