ก่อนจะเข้าเรื่องผมขอตั้งคำถามคำถามกับคุณก่อนว่าเลยว่า “ถ้าคุณเห็นคนขับรถมอเตอร์ไซด์ล้มกลางตลาดซึ่งเป็นบริเวณที่คนพลุกพล่าน แต่ก็ไม่มีคนมาช่วยเลย” กับ “ถ้าคุณเดินกลับบ้านทางประจำ เจอคนขับมอเตอร์ไซด์รถล้มอยู่คนเดียวแล้วก็ไม่มีคนช่วยเหมือนกัน” คุณจะเลือกยื่นมือให้ความช่วยเหลือกับเหตุการณ์ไหนมากกว่ากัน?

อุบัติเหตุจราจร
เมื่อเกิดอุบัติบนทางจราจร ถ้ามีผู้คนจำนวนมากในบริเวณนั้น มักจะไม่มีใครเข้ามาช่วยผู้บาดเจ็บเลย

ถ้าคุณเลือกจะช่วยเหตุการณ์ที่สองมากกว่า และไม่ค่อยอยากช่วยเหตุการณ์ที่หนึ่ง นั่นแปลว่าคุณเป็นส่วนหนึ่งของปรากฎการณ์ Bystander Effect/Bystander Apathy ซะแล้วหละ ปรากฎการณ์ทางสังคมนี้ว่าด้วยเรื่องที่คนเรามักจะไม่ยื่นความช่วยเหลือให้คนที่ได้รับความเดือดร้อน เหยื่อ หรือคนที่กำลังลำบากอยู่ หากรอบๆ ตัวนั้นยังมีคนอื่นอยู่ด้วย ยิ่งมีคนมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งมีเปอร์เซ็นต์น้อยลงว่าจะมีคนเข้าไปให้ความช่วยเหลือ ในทางกลับกัน หากเหตุการณ์เกิดขึ้นในที่ที่คนไม่พลุกพล่าน มีคนเห็นน้อยกว่า เปอร์เซ็นต์ที่จะได้รับการช่วยเหลือกลับมากขึ้นตามลำดับ

สรุป… ยิ่งคนเยอะ = โอกาสมีคนช่วยยิ่งน้อย / ยิ่งคนน้อย = โอกาสมีคนช่วยยิ่งสูง

การช่วยเหลือคน
เมื่อมีคนเยอะมักจะเกิดการเกี่ยงการรับผิดชอบ

พูดแล้วยังอาจจะยังงง ๆ มายกตัวอย่างจากเหตุการณ์จริงที่น่าสะเทือนขวัญกัน เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อ วันศุกร์ที่ 13 มีนาคม 1964 ในนิวยอร์ก คิตตี้ เจนโนวีส (Kitty Genovese) หญิงสาววัย 29 ปี ซึ่งกำลังจะเปิดประตูเข้าอพาร์ทเม้นท์ของตัวเอง โดนคนร้ายที่ตอนหลังสารภาพว่า “แค่อยากจะฆ่าผู้หญิงสักคน” จ้วงมีดแทงถึง 2 ครั้ง

คิตตี้ตะโกนร้องขอความช่วยเหลือ “โอ้ พระเจ้า! เขาแทงฉัน! ช่วยด้วย!” และล้มลง เพื่อนบ้านหลายคนบอกว่าได้ยินเสียงขอความช่วยเหลือของเธอ แต่คิดว่าเป็นแค่เรื่องผัวเมียทะเลาะกัน ไม่ก็คนเมา หรือไม่ก็คงมีคนอื่นโทรแจ้งตำรวจแล้ว มีแค่คนเดียวที่ตะโกนออกมาจากหน้าต่างห้องตัวเองว่า “ไปให้พ้นจากหล่อนนะ!” แต่ก็ไม่ได้ลงมาช่วยอยู่ดี

คนร้ายกลัวหนีไปร่วม 10 นาที ก่อนจะวกกลับมาแทงคิตตี้อีกนับครั้งไม่ถ้วน และข่มขืนเธอจนตาย เหตุการณ์ทั้งหมดเกินขึ้นกว่าครึ่งชั่วโมง แต่ไม่มีใครเลย ที่จะลงมาช่วยเหลือ หรือเข้าไปดูเธอ แม้แต่จะโทรศัพท์แจ้งตำรวจก็ไม่มี ทั้งที่หากมีใครสักคนแจ้งตำรวจในทันที คิตตี้คงได้รับการช่วยเหลือทัน และไม่จำเป็นต้องตาย

เหตุการณ์นี้ทำให้คนวิพากวิจารณ์กันยกใหญ่ ว่ามนุษย์ช่างแล้งน้ำใจอะไรเพียงนี้ แม้แต่หนังสือพิมพ์เองก็พาดหัวใหญ่ว่า “38 พยาน เห็นเหตุฆาตกรรม ไม่ยอมแจ้งตำรวจ” ตั้งคำถามว่า คนเรานั้น แล้งน้ำใจ ขนาดนั้นเลยหรือ? ซึ่งจริงๆแล้วคนเราไม่ได้แล้งน้ำใจ แต่มันเป็นปรากฎการณ์ทางสังคมที่เรียกว่า Bystander effect/Bystander apathy นี่เอง คือยิ่งเหตุการณ์เกิดขึ้นในที่ที่มีพยานรู้เห็นเยอะ ยิ่งมักจะไม่ได้รับความช่วยเหลือ

หากไม่ได้เกิดปรากฎการณ์นี้ในละแวกที่อยู่อาศัยคนเยอะ ๆ แล้วล่ะก็ คิตตี้อาจจะไม่ต้องตาย เพราะคงมีคนโทรแจ้งตำรวจ ไม่ใช่ต่างคนต่างคิดว่า “โอ้ย คงมีคนอื่นโทรแล้วล่ะ” หรือ “ต้องมีคนออกไปช่วยแล้วน่า” หรือ “คงเป็นเรื่องปกติ คนอื่นก็ไม่เห็นไปช่วยนี่นา” เป็นต้น

นี่อาจจะยังไม่เห็นภาพมากนัก เรามาดูการทดลองทางสังคมจริงๆกันเลยดีกว่า

นี่คืออีกคลิปหนึ่งที่ให้นักแสดงลองทำเป็นป่วยในที่สาธารณะ ชายคนแรกที่ลงไปนอนกับพื้น ร้องโอดครวญว่าช่วยด้วย ผ่านไป 20 นาที มีแต่คนเดินผ่าน สุดท้ายก็ไม่มีใครเข้ามาช่วย ส่วนการทดลองอีกครั้ง ที่เดิม แต่เปลี่ยนเป็นผู้หญิง ให้นอนสลบเหมือนกับตายแล้ว ซึ่งก็ได้ผลดีขึ้น มีคนเดินผ่านไปผ่านมาเหลียวมองเยอะ ด้อมๆ มองๆ ว่าควรเข้าไปดีไหม แต่สุดท้ายก็กลับไม่มีคนเข้าไปช่วย จนผ่านล่วงเลยเวลาไปเกือบ 5 นาที

อีกสักคลิปแล้วกัน

เป็นการทดลองทางสังคมว่าหากมีคนลักพาตัวเด็กต่อหน้าต่อตาผู้คน จะมีใครมั้ยที่เข้ามาช่วย ซึ่งผลการทดสอบออกมาน่าตกใจมาก ทั้งๆที่คนเห็นการลักพาตัวต่อหน้าต่อตา แบบจะจะ เต็มสองตา ได้ยินเต็มสองหูว่าเด็กผู้หญิงร้องขอให้ช่วย ‘ช่วยหนูด้วย! เขาไม่ใช่พ่อหนู’ แต่ก็ไม่มีใครเข้ามาช่วยอยู่ดี ได้แต่เดินผ่านไป และคิดว่า คงมีใครสักคนช่วยเองแหละ ถ้าเป็นเรื่องจริง ..การทดลองนี้ทำซ้ำๆ กว่า 1 ชั่วโมง กว่าก่อนจะเจอคนคู่หนึ่งที่ตัดสินใจเข้ามาช่วย ซึ่งก็ไม่ได้เป็นการตอบสนองในทันทีด้วย ใช้เวลาตัดสินใจอยู่พักใหญ่ ก่อนจะปรึกษากันแล้วเดินกลับไปช่วย ซึ่งหากเป็นสถานการณ์จริง คงสายไปเสียแล้ว

ฟังแล้วน่าเหลือเชื่อจริงๆ น่าเหลือเชื่อไม่พอ… ยังน่ากลัวมากด้วย ใช่มั้ยล่ะคะ มีอีกหลายต่อหลายเหตุการณ์มาก ที่เหยื่อ ผู้เคราะห์ร้าย ต้องเสียชีวิตเพราะปรากฎการณ์ทางสังคมนี้ ทั้งที่ปกติแล้ว คนเราก็ไม่ได้แล้งน้ำใจแท้ๆ ถ้าเจอคนสลบอยู่กลางถนนคนเดียว จะมีใครใจจืดใจดำขนาดไม่ยอมเข้าไปดู จริงไหม?

ช่วยเหลือคนป่วย
ช่วยเหลือคนป่วย

ทำไมถึงเกิดปรากฎการณ์อย่าง Bystander effect ที่บุคคลในสังคมไม่ยอมยื่นมือเข้าช่วยเหลือผู้อื่นในสถานการณ์ฉุกเฉินเมื่อมีผู้คนเยอะๆอยู่ด้วย ขึ้นได้นะ? คำอธิบายคือ…

คนที่อยู่ในปรากฎการณ์ Bystander effect จะมีพฤติกรรมเมินเฉยร่วมกัน (Pluralistic Ignorance) เมื่อคนเราอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม หากเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น สิ่งแรกที่คนเรามักจะทำกันคือ มองไปรอบๆ ดูว่าคนอื่นทำหรือไม่ทำอะไร เพื่อนำมาเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจว่าควรแสดงออกไปอย่างไรกับเหตุการณ์นั้น ซึ่งถ้ามองไปที่คนอื่นแล้ว ไม่มีใครเข้าช่วยเหลือ เราก็จะเกิดความรู้สึกว่า นั่นคือสิ่งที่สมควรทำแล้ว หากทำอะไรที่ไม่เหมือนคนอื่น เราจะกลายเป็นตัวตลกได้ หรือ คนอื่นๆ ก็ไม่เข้าไปช่วย แปลว่าคงไม่ใช่เรื่องร้ายแรง เราก็ไม่ต้องเข้าไปช่วยหรอก เป็นต้น

อีกคำอธิบายคือ เกิดปรากฎการณ์ทางสังคมที่เรียกว่า การกระจายความรับผิดชอบ (Diffusion of responsibility) คือเมื่อคนเราอยู่เป็นกลุ่ม อยู่ในฝูงชน อยู่กับคนหมู่มาก แล้วไม่ได้ทำในสิ่งที่ควรทำ เพราะไม่มีแรงกดดันว่าเราจำเป็นจะต้องทำ ในเมื่อมีคนอื่นอีก เช่นเดียวกับกรณีของคดีคิตตี้ คือพยาน ผู้เห็นเหตุการณ์แต่ละคน ต่างก็คิดว่า “เราไม่ต้องโทรแจ้งหรอก คงมีคนอื่นโทรแล้ว” นั่นเอง โดยปรากฎการณ์นี้จะเกิดขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อกลุ่มคนมีตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป

ไม่น่าเชื่อเลย ว่าพฤติกรรมของมนุษย์เราเป็นอย่างนี้นี่เอง ใครที่รู้จัก Bystander effect แล้ว ก็ขอให้คอยสังเกตดูนะคะ ว่าที่เราไม่ช่วยใครสักคน เพราะไม่จำเป็นต้องช่วย ไม่อยากช่วย หรือว่ามันเป็น Bystander effect กันแน่ ถ้าเป็นอย่างหลัง ขอให้ลุกขึ้นมาเป็นคนแรกที่ช่วยเถอะค่ะ และคนรอบๆ ข้างจะกล้าเข้ามาช่วยตามเอง!